ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น เกิดขึ้นเฉียบพลัน ปวดศีรษะมาก ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะปวดมาก ตรงบริเวณน่อง เมื่อใช้มือบีบบริเวณกล้ามเนื้อน่อง จะรู้สึกปวดมาก บางรายอาจมีอาการตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเดิน หรือปวดตรงชายโครงขวา หลังมีไข้ 2-5 วัน อาจมีอาการตาเหลือง (ดีซ่าน) เล็กน้อย ในรายที่เป็นรุนแรง (พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วย) หลังมีไข้ 4-9 วัน จะมีอาการตาเหลืองจัด ปัสสาวะเหลืองเข้ม ปัสสาวะออกน้อย บางรายอาจมีเลือดกำเดาไหล มีจุดแดงจ้ำเขียวตามตัว อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด หรือไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจหอบ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ

ภาวะแทรกซ้อน

อาจมีโรคปอดอักเสบ (ไข้สูง หายใจหอบ เจ็บหน้าอกรุนแรง), กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือเยื่อบุหัวใจอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (ปวดศีรษะ และอาเจียนรุนแรง ก้มคอไม่ลง), ภาวะตกเลือด, ไตวาย (ปัสสาวะออกน้อย หรือไม่ออกเลย)

การดำเนินโรค

ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่มีอาการดีซ่าน (ตาเหลือง) ร่วมด้วย การให้ยารักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คนไข้หายจากโรคได้ภายใน 10-14 วัน ส่วนรายที่เป็นรุนแรง (พบได้ประมาณร้อยละ 10) ซึ่งมักจะมีอาการตาเหลืองจัดร่วมด้วย อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง และมีอัตราตายถึงร้อยละ 15-20 ซึ่งมักเกิดจากภาวะไตวาย หรือช็อกจากการเสียเลือด ภาวะรุนแรงมักเกิดในคนสูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์

การแยกโรค

อาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว อาจทำให้คิดว่าเป็นเพียงอาการของไข้หวัดใหญ่ (ซึ่งอาจมีอาการเจ็บคอ ไอ น้ำมูกไหลร่วมด้วย) ดังนั้น คนไข้ที่สงสัยว่าไข้หวัดใหญ่ ถ้าหากอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคเล็ปโตสไปโรซิส ควรติดตามเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนอาการไข้สูง หนาวสั่น หรือมีอาการดีซ่านร่วมด้วย อาจมีสาเหตุจากโรคอื่นๆ เช่น

  1. มาลาเรีย จะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น มีประวัติอยู่หรือกลับจากเขตป่าเขา หรือพื้นที่ที่มีมาลาเรีย
  2. ไทฟอยด์ จะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดท้อง อาเจียน ท้องผูก หรือท้องเดิน ไข้มักมีลักษณะตัวร้อนตลอดเวลา กินยาลดไข้ไม่บรรเทา
  3. ไทฟัส มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ อาจพบรอยแผลคล้ายรอยบุหรี่จี้ตามบริเวณร่มผ้า มักพบในคนที่อยู่ตามไร่ หรือป่าเขา

อย่างไรก็ตาม หากสงสัยโรคใดโรคหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ก็ควรจะไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว